สินเชื่อนำเข้าส่งออก ตัวช่วยให้เงินเดินทันสินค้า

สินเชื่อนำเข้า กับ สินเชื่อส่งออก ต่างกันอย่างไร?
แม้จะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศเหมือนกัน แต่โจทย์ของทั้งสองฝั่งไม่เหมือนกัน
1. สินเชื่อนำเข้า
เหมาะกับสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องใช้เงินเพื่อจัดการกับการ นำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น
บริษัทไทยสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อนำมาผลิตสินค้าในประเทศไทย
ธุรกิจอาจต้องจ่ายเงินให้ Supplier ก่อน หรือมีภาระค่าใช้จ่ายก่อนที่จะนำวัตถุดิบมาผลิตและขายเป็นสินค้า
ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ “ขายไม่ได้”
แต่คือ
“เงินต้องออกก่อน แต่รายได้จะเข้าทีหลัง”
สินเชื่อสำหรับการนำเข้าจึงอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ธุรกิจนำมาพิจารณาเพื่อบริหารช่องว่างดังกล่าว โดยรูปแบบและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
2. สินเชื่อส่งออก
ในฝั่งการส่งออก โจทย์อาจกลับด้าน
ธุรกิจมีลูกค้าแล้ว
มีคำสั่งซื้อแล้ว
แต่ต้องใช้เงินก่อนเพื่อ
ผลิต → เตรียมสินค้า → บรรจุ → ขนส่ง → ส่งมอบ → รอรับเงิน
ดังนั้นผู้ประกอบการอาจต้องการเงินทุนในช่วงก่อนหรือระหว่างการส่งออก เพื่อให้สามารถดำเนินงานตามคำสั่งซื้อได้โดยไม่ต้องดึงเงินสดทั้งหมดของกิจการออกมาใช้
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับผู้ส่งออกจึงมีหลายรูปแบบตามลักษณะธุรกรรมและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน
EXIM Thailand เองก็มีบริการด้านสินเชื่อสำหรับการนำเข้า–ส่งออก รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะ
สินเชื่อนำเข้าส่งออกจึงเกี่ยวข้องกับ “จังหวะ” มากกว่าที่คิด
การบริหารสินเชื่อสำหรับธุรกิจประเภทนี้ไม่ควรมองเพียงว่า
ต้องการเงินเท่าไร
แต่ควรมองเป็น Timeline
วันที่ 1
ได้รับคำสั่งซื้อ
วันที่ 10
ต้องสั่งวัตถุดิบ
วันที่ 20
เริ่มผลิต
วันที่ 35
สินค้าพร้อมส่ง
วันที่ 40
ส่งสินค้า
วันที่ 60
ลูกค้าชำระเงิน
นี่คือภาพของเงินที่ออกและเงินที่กลับเข้า
ถ้าเจ้าของกิจการรู้ Timeline นี้ จะสามารถคำนวณได้ดีขึ้นว่า
ธุรกิจต้องใช้เงินช่วงไหน และต้องใช้เงินนานเท่าไร
นี่เป็นวิธีคิดที่ต่างจากการถามว่า
“สินเชื่อที่ไหนให้วงเงินเยอะ?”
เพราะวงเงินที่มากที่สุดอาจไม่ใช่วงเงินที่เหมาะที่สุด
แล้วธุรกิจแบบไหนที่ควรพิจารณาสินเชื่อนำเข้าส่งออก?
ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่
ธุรกิจ SME ที่มีการค้าระหว่างประเทศก็อาจมีความต้องการด้านเงินทุนเช่นกัน ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
ตัวอย่างธุรกิจ เช่น
ธุรกิจนำเข้าสินค้า
นำสินค้าเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป หรือประเทศอื่น ๆ เพื่อนำมาจำหน่ายในไทย
ธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบ
นำวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนเข้ามาใช้ในการผลิต
โรงงานผลิตสินค้าเพื่อส่งออก
มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและต้องใช้เงินหมุนเวียนก่อนส่งมอบ
ธุรกิจค้าส่งระหว่างประเทศ
ซื้อสินค้าจากประเทศหนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายในอีกประเทศหนึ่ง
ธุรกิจที่เป็น Supplier ให้ผู้ส่งออก
แม้ไม่ได้ส่งสินค้าออกเองโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของธุรกิจส่งออก
จุดสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่าธุรกิจของเราอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่การค้า
สินเชื่อนำเข้าส่งออกไม่ได้มีไว้เฉพาะบริษัทใหญ่
นี่เป็นความเข้าใจที่ผู้ประกอบการ SME บางรายยังมีอยู่
หลายคนคิดว่า
“ธุรกิจของเรายังไม่ใหญ่ คงไม่เหมาะกับสินเชื่อประเภทนี้”
แต่ในความเป็นจริง สินเชื่อและบริการทางการเงินด้านนำเข้า–ส่งออกมีหลายรูปแบบ และแต่ละผู้ให้บริการมีเกณฑ์แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การมองว่าตัวเอง “เล็กหรือใหญ่”
แต่ควรมองว่า
ธุรกิจมีการค้าระหว่างประเทศจริงหรือไม่
มีรายได้จากธุรกิจหรือไม่
มีคู่ค้าและธุรกรรมที่สามารถอธิบายได้หรือไม่
ต้องการเงินทุนเพื่อใช้กับกิจกรรมทางธุรกิจอะไร
และ
สามารถบริหารภาระทางการเงินได้หรือไม่
ทวีทรัพย์กับสินเชื่อนำเข้าส่งออก: เริ่มจากเข้าใจธุรกิจก่อนพูดเรื่องวงเงิน
สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังมองหา สินเชื่อนำเข้าส่งออก สิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการเลือกผู้ให้บริการที่สามารถพูดคุยเรื่องโจทย์ทางธุรกิจได้
แนวคิดของ ทวีทรัพย์ ในการพูดคุยกับเจ้าของกิจการจึงสามารถเริ่มจากคำถามง่ายๆ เช่น
“ธุรกิจทำอะไร?”
“นำเข้าหรือส่งออกสินค้าอะไร?”
“ตอนนี้เงินติดอยู่ตรงช่วงไหน?”
“ต้องการเงินทุนไปใช้กับอะไร?”
คำถามเหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่ช่วยให้เห็นภาพธุรกิจมากกว่าการเริ่มต้นจากคำว่า “ต้องการกู้เท่าไร”
เพราะเจ้าของกิจการแต่ละคนมีโจทย์ต่างกัน
บางรายต้องการเงินหมุนก่อนนำเข้า
บางรายต้องการเงินเพื่อผลิตก่อนส่งออก
บางรายมี Order แต่รอรับเงิน
บางรายต้องการขยายตลาดต่างประเทศ
ดังนั้น การพิจารณาทางเลือกด้านเงินทุนจึงควรสอดคล้องกับลักษณะของกิจการและเงื่อนไขของสินเชื่อที่มีอยู่
วิธีคิดสินเชื่อแบบ “จับคู่กับรอบธุรกิจ”
ลองแบ่งปัญหาของธุรกิจออกเป็น 4 ช่วง
ช่วงที่ 1: ก่อนซื้อ
ต้องใช้เงินเพื่อสั่งสินค้า วัตถุดิบ หรือเตรียมการผลิต
ช่วงที่ 2: ระหว่างดำเนินงาน
เงินถูกใช้ไปกับการผลิต แพ็กสินค้า ขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ช่วงที่ 3: หลังส่งสินค้า
สินค้าออกจากธุรกิจแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างรอรับเงิน
ช่วงที่ 4: เงินกลับเข้าธุรกิจ
ลูกค้าชำระเงินและธุรกิจสามารถนำเงินกลับมาหมุนรอบใหม่
ถ้าเจ้าของกิจการสามารถวาด Flow นี้ได้
จะเริ่มมองเห็นทันทีว่า
“เงินขาดตรงไหน”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนสินเชื่อที่ดี
นำเข้าส่งออกยุคใหม่ ต้องคิดมากกว่า “ขายได้ไหม?”
ตลาดต่างประเทศเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตได้มากขึ้น แต่การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศทำให้ธุรกิจต้องบริหารหลายเรื่องพร้อมกัน
ตลาด → คู่ค้า → Order → ต้นทุน → เงินทุน → Logistics → การส่งมอบ → การรับเงิน
หากส่วนใดส่วนหนึ่งสะดุด อาจกระทบทั้งระบบ
ดังนั้นเจ้าของกิจการที่ต้องการขยายตลาดต่างประเทศควรคิดเรื่อง Financial Readiness ไปพร้อมกับ Sales Strategy
พูดง่าย ๆ คือ
ก่อนถามว่าตลาดต่างประเทศมีลูกค้าอยู่ที่ไหน ควรถามด้วยว่า หากลูกค้าสั่งซื้อจำนวนมาก ธุรกิจเราพร้อมรับ Order นั้นหรือยัง
นี่คือจุดที่สินเชื่อนำเข้าส่งออกและเงินทุนหมุนเวียนอาจเข้ามามีบทบาท
สินเชื่อนำเข้าส่งออกเหมาะกับธุรกิจที่ “รู้รอบเงินของตัวเอง”
ธุรกิจที่บริหารเงินได้ดีไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจที่มีเงินสดมากที่สุด
แต่เป็นธุรกิจที่รู้ว่า
เงินจะออกเมื่อไร
เงินจะเข้าเมื่อไร
เงินต้องใช้ตรงไหน
และ
ถ้าเงินเข้าช้ากว่ากำหนด จะรับมืออย่างไร
เมื่อรู้ 4 เรื่องนี้ เจ้าของกิจการจะสามารถประเมินความต้องการเงินทุนได้แม่นยำขึ้น
และยังช่วยลดโอกาสการกู้เงินเกินความจำเป็นอีกด้วย
สรุป: สินเชื่อนำเข้าส่งออกไม่ใช่แค่เรื่องของ “เงินก้อน” แต่คือการทำให้ธุรกิจเดินตามจังหวะการค้า
ธุรกิจนำเข้า–ส่งออกมีโอกาสเติบโตจากตลาดที่กว้างขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องบริหาร Cash Flow ให้ละเอียด เพราะ เงินออกกับเงินเข้าไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวกัน
ธุรกิจอาจมี Order แล้ว แต่ต้องใช้เงินผลิตก่อน
อาจขายสินค้าได้แล้ว แต่ต้องรอเงินจากต่างประเทศ
อาจต้องจ่าย Supplier ก่อน แต่สินค้ายังอยู่ระหว่างการขนส่ง
หรืออาจมีโอกาสขยายตลาด แต่เงินทุนหมุนเวียนยังไม่พร้อม
สิ่งเหล่านี้ทำให้ สินเชื่อนำเข้าส่งออก เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เจ้าของกิจการสามารถนำมาศึกษาเพื่อวางแผนทางการเงินได้
แต่หัวใจสำคัญคือ อย่าเริ่มจากคำถามว่า “กู้ได้เท่าไร”
ให้เริ่มจาก
“ธุรกิจต้องใช้เงินตรงไหน และเงินจะกลับมาเมื่อไร?”
เมื่อเข้าใจรอบเงินของตัวเองแล้ว การเลือกแหล่งเงินทุนจะมีทิศทางมากขึ้น
สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังมองหาแนวทางด้านเงินทุน ทวีทรัพย์ ก็เป็นอีกทางเลือกที่สามารถเข้ามาพูดคุยเรื่องสินเชื่อธุรกิจตามลักษณะกิจการได้ โดยควรตรวจสอบคุณสมบัติ เอกสาร อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
เพราะสุดท้ายแล้ว สินเชื่อที่ดีไม่ใช่สินเชื่อที่ให้เงินมากที่สุด แต่คือเงินทุนที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้ถูกจุด และบริหารคืนได้อย่างมีแผน






ความคิดเห็น