top of page
ค้นหา

สินเชื่อนำเข้าส่งออก ตัวช่วยให้เงินเดินทันสินค้า

รูปภาพนักเขียน: taweesup0088
taweesup0088
20 ส.ค.
ยาว 2 นาที


สินเชื่อนำเข้า กับ สินเชื่อส่งออก ต่างกันอย่างไร?

แม้จะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศเหมือนกัน แต่โจทย์ของทั้งสองฝั่งไม่เหมือนกัน

1. สินเชื่อนำเข้า

เหมาะกับสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องใช้เงินเพื่อจัดการกับการ นำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศ

ตัวอย่างเช่น

บริษัทไทยสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อนำมาผลิตสินค้าในประเทศไทย

ธุรกิจอาจต้องจ่ายเงินให้ Supplier ก่อน หรือมีภาระค่าใช้จ่ายก่อนที่จะนำวัตถุดิบมาผลิตและขายเป็นสินค้า

ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ “ขายไม่ได้”

แต่คือ

“เงินต้องออกก่อน แต่รายได้จะเข้าทีหลัง”

สินเชื่อสำหรับการนำเข้าจึงอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ธุรกิจนำมาพิจารณาเพื่อบริหารช่องว่างดังกล่าว โดยรูปแบบและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

2. สินเชื่อส่งออก

ในฝั่งการส่งออก โจทย์อาจกลับด้าน

ธุรกิจมีลูกค้าแล้ว

มีคำสั่งซื้อแล้ว

แต่ต้องใช้เงินก่อนเพื่อ

ผลิต → เตรียมสินค้า → บรรจุ → ขนส่ง → ส่งมอบ → รอรับเงิน

ดังนั้นผู้ประกอบการอาจต้องการเงินทุนในช่วงก่อนหรือระหว่างการส่งออก เพื่อให้สามารถดำเนินงานตามคำสั่งซื้อได้โดยไม่ต้องดึงเงินสดทั้งหมดของกิจการออกมาใช้

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับผู้ส่งออกจึงมีหลายรูปแบบตามลักษณะธุรกรรมและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน

EXIM Thailand เองก็มีบริการด้านสินเชื่อสำหรับการนำเข้า–ส่งออก รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะ

สินเชื่อนำเข้าส่งออกจึงเกี่ยวข้องกับ “จังหวะ” มากกว่าที่คิด

การบริหารสินเชื่อสำหรับธุรกิจประเภทนี้ไม่ควรมองเพียงว่า

ต้องการเงินเท่าไร

แต่ควรมองเป็น Timeline

วันที่ 1

ได้รับคำสั่งซื้อ

วันที่ 10

ต้องสั่งวัตถุดิบ

วันที่ 20

เริ่มผลิต

วันที่ 35

สินค้าพร้อมส่ง

วันที่ 40

ส่งสินค้า

วันที่ 60

ลูกค้าชำระเงิน

นี่คือภาพของเงินที่ออกและเงินที่กลับเข้า

ถ้าเจ้าของกิจการรู้ Timeline นี้ จะสามารถคำนวณได้ดีขึ้นว่า

ธุรกิจต้องใช้เงินช่วงไหน และต้องใช้เงินนานเท่าไร

นี่เป็นวิธีคิดที่ต่างจากการถามว่า

“สินเชื่อที่ไหนให้วงเงินเยอะ?”

เพราะวงเงินที่มากที่สุดอาจไม่ใช่วงเงินที่เหมาะที่สุด

แล้วธุรกิจแบบไหนที่ควรพิจารณาสินเชื่อนำเข้าส่งออก?

ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่

ธุรกิจ SME ที่มีการค้าระหว่างประเทศก็อาจมีความต้องการด้านเงินทุนเช่นกัน ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้ให้บริการ

ตัวอย่างธุรกิจ เช่น

ธุรกิจนำเข้าสินค้า

นำสินค้าเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป หรือประเทศอื่น ๆ เพื่อนำมาจำหน่ายในไทย

ธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบ

นำวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนเข้ามาใช้ในการผลิต

โรงงานผลิตสินค้าเพื่อส่งออก

มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและต้องใช้เงินหมุนเวียนก่อนส่งมอบ

ธุรกิจค้าส่งระหว่างประเทศ

ซื้อสินค้าจากประเทศหนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายในอีกประเทศหนึ่ง

ธุรกิจที่เป็น Supplier ให้ผู้ส่งออก

แม้ไม่ได้ส่งสินค้าออกเองโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของธุรกิจส่งออก

จุดสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่าธุรกิจของเราอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่การค้า

สินเชื่อนำเข้าส่งออกไม่ได้มีไว้เฉพาะบริษัทใหญ่

นี่เป็นความเข้าใจที่ผู้ประกอบการ SME บางรายยังมีอยู่

หลายคนคิดว่า

“ธุรกิจของเรายังไม่ใหญ่ คงไม่เหมาะกับสินเชื่อประเภทนี้”

แต่ในความเป็นจริง สินเชื่อและบริการทางการเงินด้านนำเข้า–ส่งออกมีหลายรูปแบบ และแต่ละผู้ให้บริการมีเกณฑ์แตกต่างกัน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การมองว่าตัวเอง “เล็กหรือใหญ่”

แต่ควรมองว่า

ธุรกิจมีการค้าระหว่างประเทศจริงหรือไม่

มีรายได้จากธุรกิจหรือไม่

มีคู่ค้าและธุรกรรมที่สามารถอธิบายได้หรือไม่

ต้องการเงินทุนเพื่อใช้กับกิจกรรมทางธุรกิจอะไร

และ

สามารถบริหารภาระทางการเงินได้หรือไม่

ทวีทรัพย์กับสินเชื่อนำเข้าส่งออก: เริ่มจากเข้าใจธุรกิจก่อนพูดเรื่องวงเงิน

สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังมองหา สินเชื่อนำเข้าส่งออก สิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการเลือกผู้ให้บริการที่สามารถพูดคุยเรื่องโจทย์ทางธุรกิจได้

แนวคิดของ ทวีทรัพย์ ในการพูดคุยกับเจ้าของกิจการจึงสามารถเริ่มจากคำถามง่ายๆ เช่น

“ธุรกิจทำอะไร?”

“นำเข้าหรือส่งออกสินค้าอะไร?”

“ตอนนี้เงินติดอยู่ตรงช่วงไหน?”

“ต้องการเงินทุนไปใช้กับอะไร?”

คำถามเหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่ช่วยให้เห็นภาพธุรกิจมากกว่าการเริ่มต้นจากคำว่า “ต้องการกู้เท่าไร”

เพราะเจ้าของกิจการแต่ละคนมีโจทย์ต่างกัน

บางรายต้องการเงินหมุนก่อนนำเข้า

บางรายต้องการเงินเพื่อผลิตก่อนส่งออก

บางรายมี Order แต่รอรับเงิน

บางรายต้องการขยายตลาดต่างประเทศ

ดังนั้น การพิจารณาทางเลือกด้านเงินทุนจึงควรสอดคล้องกับลักษณะของกิจการและเงื่อนไขของสินเชื่อที่มีอยู่

วิธีคิดสินเชื่อแบบ “จับคู่กับรอบธุรกิจ”

ลองแบ่งปัญหาของธุรกิจออกเป็น 4 ช่วง

ช่วงที่ 1: ก่อนซื้อ

ต้องใช้เงินเพื่อสั่งสินค้า วัตถุดิบ หรือเตรียมการผลิต

ช่วงที่ 2: ระหว่างดำเนินงาน

เงินถูกใช้ไปกับการผลิต แพ็กสินค้า ขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

ช่วงที่ 3: หลังส่งสินค้า

สินค้าออกจากธุรกิจแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างรอรับเงิน

ช่วงที่ 4: เงินกลับเข้าธุรกิจ

ลูกค้าชำระเงินและธุรกิจสามารถนำเงินกลับมาหมุนรอบใหม่

ถ้าเจ้าของกิจการสามารถวาด Flow นี้ได้

จะเริ่มมองเห็นทันทีว่า

“เงินขาดตรงไหน”

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนสินเชื่อที่ดี

นำเข้าส่งออกยุคใหม่ ต้องคิดมากกว่า “ขายได้ไหม?”

ตลาดต่างประเทศเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตได้มากขึ้น แต่การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศทำให้ธุรกิจต้องบริหารหลายเรื่องพร้อมกัน

ตลาด → คู่ค้า → Order → ต้นทุน → เงินทุน → Logistics → การส่งมอบ → การรับเงิน

หากส่วนใดส่วนหนึ่งสะดุด อาจกระทบทั้งระบบ

ดังนั้นเจ้าของกิจการที่ต้องการขยายตลาดต่างประเทศควรคิดเรื่อง Financial Readiness ไปพร้อมกับ Sales Strategy

พูดง่าย ๆ คือ

ก่อนถามว่าตลาดต่างประเทศมีลูกค้าอยู่ที่ไหน ควรถามด้วยว่า หากลูกค้าสั่งซื้อจำนวนมาก ธุรกิจเราพร้อมรับ Order นั้นหรือยัง

นี่คือจุดที่สินเชื่อนำเข้าส่งออกและเงินทุนหมุนเวียนอาจเข้ามามีบทบาท

สินเชื่อนำเข้าส่งออกเหมาะกับธุรกิจที่ “รู้รอบเงินของตัวเอง”

ธุรกิจที่บริหารเงินได้ดีไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจที่มีเงินสดมากที่สุด

แต่เป็นธุรกิจที่รู้ว่า

เงินจะออกเมื่อไร

เงินจะเข้าเมื่อไร

เงินต้องใช้ตรงไหน

และ

ถ้าเงินเข้าช้ากว่ากำหนด จะรับมืออย่างไร

เมื่อรู้ 4 เรื่องนี้ เจ้าของกิจการจะสามารถประเมินความต้องการเงินทุนได้แม่นยำขึ้น

และยังช่วยลดโอกาสการกู้เงินเกินความจำเป็นอีกด้วย

สรุป: สินเชื่อนำเข้าส่งออกไม่ใช่แค่เรื่องของ “เงินก้อน” แต่คือการทำให้ธุรกิจเดินตามจังหวะการค้า

ธุรกิจนำเข้า–ส่งออกมีโอกาสเติบโตจากตลาดที่กว้างขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องบริหาร Cash Flow ให้ละเอียด เพราะ เงินออกกับเงินเข้าไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวกัน

ธุรกิจอาจมี Order แล้ว แต่ต้องใช้เงินผลิตก่อน

อาจขายสินค้าได้แล้ว แต่ต้องรอเงินจากต่างประเทศ

อาจต้องจ่าย Supplier ก่อน แต่สินค้ายังอยู่ระหว่างการขนส่ง

หรืออาจมีโอกาสขยายตลาด แต่เงินทุนหมุนเวียนยังไม่พร้อม

สิ่งเหล่านี้ทำให้ สินเชื่อนำเข้าส่งออก เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เจ้าของกิจการสามารถนำมาศึกษาเพื่อวางแผนทางการเงินได้

แต่หัวใจสำคัญคือ อย่าเริ่มจากคำถามว่า “กู้ได้เท่าไร”

ให้เริ่มจาก

“ธุรกิจต้องใช้เงินตรงไหน และเงินจะกลับมาเมื่อไร?”

เมื่อเข้าใจรอบเงินของตัวเองแล้ว การเลือกแหล่งเงินทุนจะมีทิศทางมากขึ้น

สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังมองหาแนวทางด้านเงินทุน ทวีทรัพย์ ก็เป็นอีกทางเลือกที่สามารถเข้ามาพูดคุยเรื่องสินเชื่อธุรกิจตามลักษณะกิจการได้ โดยควรตรวจสอบคุณสมบัติ เอกสาร อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

เพราะสุดท้ายแล้ว สินเชื่อที่ดีไม่ใช่สินเชื่อที่ให้เงินมากที่สุด แต่คือเงินทุนที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้ถูกจุด และบริหารคืนได้อย่างมีแผน



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page