top of page
ค้นหา

เงินทุนระยะสั้น ตัวช่วยบริหารธุรกิจให้เดินต่อได้

รูปภาพนักเขียน: taweesup0088
taweesup0088
1 ต.ค.
ยาว 1 นาที

ธุรกิจบางแห่งไม่ได้มีปัญหาเรื่องยอดขาย แต่กลับต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เงินสดในบัญชีไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละช่วงเวลา ทั้งที่ยังมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้า มีงานรอส่งมอบ หรือมีรายได้ที่กำลังจะเข้ามาในอนาคต

สถานการณ์แบบนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยอดขายที่ดีไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะมีเงินสดพร้อมใช้ตลอดเวลา

ลองนึกถึงกิจการที่ได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ต้องซื้อวัตถุดิบและจ่ายค่าขนส่งก่อน เมื่อต้องรอรับเงินจากลูกค้าอีกหลายสัปดาห์ เจ้าของกิจการจึงอาจต้องหาเงินทุนมารองรับค่าใช้จ่ายระหว่างทาง

นี่คือหนึ่งในสถานการณ์ที่ทำให้ เงินทุนระยะสั้น กลายเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรทำความเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม เงินทุนระยะสั้นไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกปัญหาทางการเงิน การเลือกใช้เงินทุนให้เหมาะสมต้องเริ่มจากการรู้ว่าเงินขาดช่วงไหน จำเป็นต้องใช้เท่าไร และธุรกิจจะมีเงินกลับมาจัดการภาระเมื่อใด

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเงินทุนระยะสั้นในมุมของการบริหารธุรกิจ พร้อมแนวคิดวางแผนเงินให้สอดคล้องกับวงจรการดำเนินงาน และวิธีพิจารณาทางเลือกด้านสินเชื่อสำหรับเจ้าของกิจการ

แนวคิดใหม่: เงินทุนระยะสั้นไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่ระยะเวลาที่เงินต้องทำงาน

เจ้าของกิจการที่กำลังหาเงินทุนมักเริ่มจากคำถามว่า

“ต้องใช้เงินกี่บาท?”

แต่ยังมีอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ

“เงินจำนวนนี้ต้องอยู่ในธุรกิจนานแค่ไหนกว่าจะกลับมา?”

ลองเปรียบเทียบธุรกิจสองแห่งที่ต้องการเงินทุน 300,000 บาทเท่ากัน

รายละเอียด

ธุรกิจ A

ธุรกิจ B

วัตถุประสงค์

ซื้อสินค้ามาจำหน่าย

ซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้า

ระยะเวลารอรับเงิน

ประมาณ 30 วัน

ประมาณ 90 วัน

สิ่งที่ต้องพิจารณา

รอบขายและการเติมสินค้า

รอบผลิต การส่งมอบ และการเก็บเงิน

ประเด็นสำคัญ

เงินกลับมาเร็วเพียงใด

เงินจะจมอยู่ในกระบวนการนานเท่าไร

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ต้องการเงินทุนจำนวนเท่ากัน แต่ระยะเวลาที่เงินถูกใช้ในธุรกิจอาจต่างกันมาก

ดังนั้น การประเมินเงินทุนระยะสั้นควรพิจารณาทั้งจำนวนเงิน ระยะเวลาที่ต้องใช้ และความเป็นไปได้ที่รายรับจะกลับมาตามแผน

5 สถานการณ์ที่ธุรกิจอาจต้องใช้เงินทุนระยะสั้น

1. มีออเดอร์เข้ามา แต่เงินสดยังไม่พร้อม

คำสั่งซื้อจำนวนมากอาจเป็นโอกาสของธุรกิจ แต่บางครั้งก็ทำให้ต้องใช้เงินล่วงหน้ามากขึ้น

เช่น ร้านค้าต้องสั่งสินค้าจากผู้ผลิตก่อน หรือโรงงานต้องซื้อวัตถุดิบเพิ่มเพื่อรองรับยอดผลิต

เจ้าของกิจการควรประเมินว่าออเดอร์นั้นสร้างรายได้และกำไรเพียงพอหรือไม่ รวมถึงต้องใช้เงินก่อนรับชำระเท่าไร

2. ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนถึงรอบรับเงิน

บางธุรกิจมีเงื่อนไขการชำระเงินที่ไม่ตรงกับรอบรายรับ เช่น ต้องจ่ายค่าแรงหรือค่าขนส่งก่อน แต่จะได้รับเงินหลังส่งมอบงาน

การทำตารางเงินเข้า–ออกจะช่วยให้เห็นช่วงเวลาที่อาจเกิดช่องว่างทางการเงินได้ชัดเจนขึ้น

3. ธุรกิจมีช่วงขายดีตามฤดูกาล

กิจการบางประเภทมีรายได้ไม่เท่ากันในแต่ละเดือน เช่น ธุรกิจที่ขายสินค้าในช่วงเทศกาล หรือธุรกิจที่มีความต้องการสูงเฉพาะบางฤดูกาล

การเตรียมสินค้าและวัตถุดิบล่วงหน้าอาจต้องใช้เงินมากกว่าช่วงปกติ

อย่างไรก็ตาม ควรประเมินจากข้อมูลยอดขายในอดีตและความต้องการของตลาด ไม่ควรเพิ่มสต๊อกเพียงเพราะคาดการณ์ว่ายอดขายจะสูงขึ้น

4. ต้องรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

การขาดวัตถุดิบหรือสินค้าในช่วงที่มีความต้องการอาจส่งผลต่อการผลิตและการให้บริการ

เจ้าของกิจการจึงควรวางแผนทั้งระดับสต๊อก ระยะเวลาจัดส่งของ Supplier และเงินที่ต้องใช้ในการสั่งซื้อ เพื่อไม่ให้การดำเนินงานต้องหยุดชะงักโดยไม่จำเป็น

5. มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามแผน

บางครั้งธุรกิจอาจพบค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เช่น อุปกรณ์ชำรุด ค่าซ่อมบำรุง หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการส่งมอบสินค้า

การมีเงินสำรองที่เหมาะสมช่วยให้กิจการมีทางเลือกในการจัดการเหตุการณ์เหล่านี้ โดยไม่ต้องรีบตัดสินใจทางการเงินภายใต้ความกดดัน

เงินทุนระยะสั้นกับเงินทุนหมุนเวียน ต่างกันอย่างไร?

สองคำนี้มักใช้ใกล้เคียงกัน แต่มีมุมมองที่ต่างกันเล็กน้อย

  • เงินทุนระยะสั้น เน้นช่วงเวลาหรือระยะเวลาที่ต้องการเงินทุน

  • เงินทุนหมุนเวียน เน้นเงินที่ใช้สนับสนุนการดำเนินงานและวงจรเงินของธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น เงินที่นำไปซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าแล้วรอรับเงินจากลูกค้า อาจเป็นทั้งเงินทุนระยะสั้นและเงินทุนหมุนเวียน ขึ้นอยู่กับมุมที่ใช้พิจารณา

ส่วนเงินที่นำไปซื้อเครื่องจักรเพื่อใช้งานหลายปี แม้จะเป็นการลงทุนทางธุรกิจ แต่โดยทั่วไปอาจเหมาะกับการพิจารณาแหล่งเงินทุนระยะยาวมากกว่า

การแยกวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนจะช่วยให้เจ้าของกิจการเลือกประเภทเงินทุนได้เหมาะกับการใช้งาน และไม่สร้างภาระที่ไม่สอดคล้องกับระยะเวลาที่ธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากเงินนั้น

ใช้เงินทุนระยะสั้นอย่างไร ไม่ให้กลายเป็นภาระระยะยาว?

ประเด็นที่ควรระวังคือการนำเงินทุนระยะสั้นมาใช้ซ้ำเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยไม่ได้ตรวจสอบสาเหตุ

หากธุรกิจต้องหาเงินเพิ่มทุกเดือนเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายเดิม อาจเป็นสัญญาณว่ารายได้ ต้นทุน หรือรูปแบบการดำเนินงานยังไม่สมดุล

แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่

  • กำหนดวัตถุประสงค์ของเงินทุนให้ชัดเจน

  • แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากค่าใช้จ่ายที่เลื่อนได้

  • ติดตามเงินสดรับและเงินสดจ่ายอย่างสม่ำเสมอ

  • วางแผนชำระภาระให้สัมพันธ์กับรายรับ

  • ไม่ใช้เงินทุนระยะสั้นกับการลงทุนที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างรายได้ โดยไม่ประเมินความเหมาะสม

  • ทบทวนแผนเมื่อยอดขายหรือระยะเวลารับเงินเปลี่ยนไป

หลักสำคัญคือ เงินทุนควรช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้ตามแผน ไม่ใช่ทำให้เจ้าของกิจการต้องเพิ่มภาระโดยไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร

ทวีทรัพย์กับทางเลือกด้านเงินทุนสำหรับเจ้าของกิจการ

สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับการดำเนินงาน ทวีทรัพย์ (Thawisup) เป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจที่สามารถนำมาศึกษาและเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นได้

ก่อนพิจารณาสินเชื่อกับทวีทรัพย์ เจ้าของกิจการควรเริ่มจากการระบุความต้องการให้ชัดว่า ต้องการเงินทุนสำหรับซื้อสินค้า จัดหาวัตถุดิบ รองรับค่าใช้จ่ายระหว่างรอรับเงิน หรือใช้ในวัตถุประสงค์อื่นของกิจการ

จากนั้นจึงสอบถามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการ รวมถึงคุณสมบัติผู้สมัคร เอกสารที่ต้องใช้ วงเงิน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการชำระคืน

เพราะ การเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมไม่ใช่แค่การหาเงินมาเติมบัญชี แต่เป็นการเลือกภาระทางการเงินที่ธุรกิจสามารถบริหารได้จริง

ผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณาสินเชื่อจึงควรเปรียบเทียบข้อมูลอย่างรอบด้าน และเลือกตามสถานการณ์ของกิจการ ไม่ใช่เลือกจากความรวดเร็วหรือจำนวนวงเงินเพียงอย่างเดียว

สรุป: เงินทุนระยะสั้นที่เหมาะสม เริ่มจากการรู้จังหวะเงินของธุรกิจ

เงินทุนระยะสั้นเป็นเครื่องมือที่อาจช่วยรองรับความต้องการใช้เงินในช่วงเวลาหนึ่งของธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการที่มีรอบรายรับและรายจ่ายไม่ตรงกัน หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามปริมาณคำสั่งซื้อ

แต่ก่อนหาเงินทุน เจ้าของกิจการควรเข้าใจวงจรเงินของตัวเองให้ชัด ตั้งแต่วันที่ต้องจ่ายเงิน วันที่คาดว่าจะได้รับเงิน ไปจนถึงจำนวนเงินที่จำเป็นจริง

เมื่อเข้าใจข้อมูลเหล่านี้แล้ว การพิจารณาแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินสดสะสม การเจรจากับคู่ค้า หรือสินเชื่อธุรกิจ ก็จะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น

เพราะเงินทุนที่เหมาะสมไม่ใช่เงินที่มีจำนวนมากที่สุด แต่เป็นเงินที่มาถูกเวลา ใช้ตรงวัตถุประสงค์และไม่สร้างภาระเกินกำลังของธุรกิจ



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page